กลับมา(หนาว)ตายรัง
พูดอย่างนี้ได้มั้ง ในเมื่อพื้นที่ตรงนี้มันคือ รัง และผมก็ใกล้หมดลมเต็มทีในหนาวนี้ ( แม้ว่าบางที่อาจจะไม่เหลือร่องรอยความหนาวแล้ว )
ภาวะไร้แรงบันดาลใจเรื้อรัง ( อีก รัง แล้ว ) ทวีความรุนแรงขึ้นอีก ขึ้นอีก และขึ้นอีก ราวกับราคาทองคำ (ดำ) ในตลาดโลก
ตลอดหนาวที่ผ่านมา ผมแทบไม่เขียนอะไรเลย !!!
ใช่ มันน่าตกใจมาก !!!
จนผมอยากใส่เครื่องหมายอัศเจเรีย์ ( ! <<< อันนี้ล่ะ ) สักสิบยี่สิบบรรทัด (ซึ่งทำได้ง่ายมาก)
แต่เกรงว่าทั้งคนอ่านและคนเขียนจะเสียเวลากับการตกใจมากเกินไป จึงไม่ได้พิมพ์ไปมากกว่าที่เห็น
(ลองนึกภาพดูว่าถ้าต้องอ่านตามเครื่องหมาย ! ยี่สิบตัว เราต้องใช้เวลากวาดสายตา ทั้งยังต้องรู้สึกอย่างที่ตัวเครื่องหมายสื่อไปจนครบ แต่จะว่าไป ถ้าใส่ ! ไปถึงยี่สิบบรรทัดจริง (ถ้าไม่อ่านข้าม) พอถึง ! ตัวสุดท้าย เราอาจจะลืมไปแล้วก็ได้ว่า มันมีเรื่องอะไรที่น่าตกใจ !!! )
เหมือนอารมณ์อันควรเข้มข้น ข้นเข้ม มีกำลังบันดาลใจ ได้ระเหยหาย-ไปพร้อมกับอากาศเย็นที่ลอยตัวต่ำ ทำให้ผู้ชายคนนี้กลายเป็นฤดูหนาวที่แห้งแล้งความคิด อารมณ์ และความรู้สึก จนต้นใบหงิกงอเป็นสีน้ำตาลไปมาก
เท่านี้ก็รับรู้ได้ถึงความไม่ธรรมดาที่เกิดขึ้นกับตัวเองแล้วล่ะ !!!
แต่จะว่าไม่มีอะไรเข้ามาเร้าความคิดเร่งอารมณ์เลยก็คงกำลังพูดโกหก เพราะแต่ละฤดูหนาว ( ในความคิดผม ) จะมาพร้อมกับลักษณะเฉพาะเสมอ
ไม่เพียงอุณหภูมิที่อาจสูงต่ำ หรือมีองค์ประกอบของรูปร่างของอากาศที่แตกต่างกันในแต่ละปี
อาจเพราะมันมีเพียงปีละครั้ง และเราก็เติบโตขึ้นในแต่ละปี ซึ่งถ้าใครเกิดในช่วงเวลานี้ของปีก็คงนับอายุครบรอบในฤดูนี้ตามธรรมดาอยู่แล้ว
แต่สำหรับคนที่เกิดในฤดูอื่น ( อย่างผมเป็นต้น ) ผมว่า ก็อาจนับอายุจากจำนวน หนาว ที่ผ่านมาได้เช่นกัน ( ซึ่งอาจทำให้อายุผิดเพี้ยนไปจากที่คุ้นเคยจากการเกิด ก่อน หลังฤดูหนาว บ้างก็คงไม่เป็นไร )
และเพราะการเติบโตของเรากว่าจะมาถึงฤดูที่ความกดอากาศต่ำแผ่คลุมอีกครั้งนั้น ต้องเคลื่อนผ่านอะไรตั้งมากมายจากครั้งก่อน มันจึงไม่เพียงแค่ลักษณะทางกายภาพของอากาศที่ไม่เหมือนเดิม
แต่ลักษณะทางบุคลิกภาพของเราก็ได้เปลี่ยนไปด้วย ทั้งความคิดและจิตใจ เหมือนกันกับที่ในขณะที่โลกเปลี่ยนไป เราก็เปลี่ยนวิธีการมองโลก ( ที่เปลี่ยนไป ) ด้วย
เอาล่ะ แล้วไอ้ สิ่ง ที่ผมบอกว่า เข้ามา เร้าความคิดเร่งความรู้สึก ในหนาวนี้มันคืออะไรกันล่ะ ?
อืม...
ผมคงไม่ชี้ชัด แต่เดาว่าอาจเป็นเพราะ บางคน ( some ones ไม่ใช่ someone )
บางคน ทำไมล่ะ ? คุณอาจถามขึ้นในใจอย่างเด็กที่ช่างซัก
ผมก็อาจตอบว่า ... อาจเพราะประสบการณ์จากยี่สิบห้าหนาวที่ผ่านมา ( จริงเหรอเนี่ย !!!
เป็นเพราะผมเกิดในต้นฤดูฝนหรอกนะ มันจึงนับได้ยี่สิบห้า ) ซึ่งหากจะนับกันจริงๆ คงเป็นจำนวนฤดูหนาวนับแต่ผมรู้จักที่จะรัก ( แบบหนุ่มสาว ) มากกว่า ( ว่าแต่ผมได้รู้จักมันแล้วหรือ ? )
ผมได้เรียนรู้ว่า อากาศที่หนาวเย็นลงอาจทำให้ ใคร และ ใคร มองเห็นอะไรได้ไม่ชัดเหมือนอย่างที่เคยเป็นในฤดูอื่น นอกจากนั้น ยังทำให้คนหลายคนคิดอะไรต่อมิอะไรอย่างไม่เป็นเหตุเป็นผลเอาเสียเลย เหมือนอย่างที่ผมเคยเขียนไว้ในเรื่อง บางคนชอบฤดูหนาว ว่า
... เหมือนความคิดถูกแช่แข็งด้วยอารมณ์และความรู้สึก
ขณะที่เหตุผลลอยขึ้นสู่ฟ้าเบื้องบน
มันจึงปรากฏในรูปของความผิดพลาดอันจะนำไปสู่โศกนาฏกรรมในท้ายที่สุด
การหลงรัก ฟังแล้วโรแมนติกอย่างยากจะเปรียบ
แต่ การหลงว่ารัก ล่ะ ? ฟังแล้วรู้สึกอย่างไร ?
มันกลายเป็นความพรั่นพรึงได้อย่างไร ? ไม่ว่าจะเป็นการหลง(เข้าใจผิด)ว่าเรารักใคร หรือการหลง(เข้าใจผิด)ว่าใครรักเรา ก็ตาม
และเมื่อดวงแดดแสดเหลืองเรื่อรองเปลี่ยนไปเป็นดาวเดือดร้อนแดงกลางเดือนเมษายน
ก็พลันเหมือนสิ่งต่างๆมันชัดเจนไปหมด คล้ายพุทธิปัญญาฉายวาบขึ้นในกระบวนความคิด แม้แต่ที่เคยคล้ายตาบอดชั่วคราวเพราะความรักปลอมๆในเดือนกุมภาพันธ์ก็หายเป็นปลิดทิ้ง
ซึ่งหากทั้งสองฝ่ายเข้าใจ คิด และรู้สึกตรงกันมันก็คงไม่แย่เท่าไหร่
แต่ส่วนใหญ่กลับกลายเป็นว่า มักมีอยู่คนหนึ่งที่ต้องเสียใจเสมอ
คือ คนที่ดวงตาเบิกกว้างอย่างยิ่งในเดือนที่อากาศเหน็บหนาว
ในขณะที่ใครอีกคนหนึ่งเดินเข้ามา คนๆนั้นก็ยอมรับและมั่นใจในอารมณ์ที่ถาโถมกระแทกกระทั้น
จนกระทั่งถึงช่วงเวลาที่อีกฝ่ายบอกว่า
มันไม่ใช่เลย
เขาหรือเธอเพียง เข้าใจผิด ไป
แล้ว(สิ่งที่คิดว่าเป็น)ความรักก็จบลงพร้อมกับอีกหนาวหนึ่งที่เพียงผ่านไป